เอเซีย พลัส กางแผน "ASP" สู้ศึกภาวะสงคราม-เศรษฐกิจผันผวน มองดัชนีหุ้นไทยปี 69 อาจแตะ 1,580 จุด
เอเซีย พลัส ทำกำไรปี 68 เหนือตลาด! กางแผน "ASP" สู้ศึกภาวะสงครามและเศรษฐกิจผันผวน มองบวกดัชนีหุ้นไทยปี 69 มีโอกาสแตะ 1,580 จุด แนะควรเพิ่มทางเลือกใหม่ จี้รัฐเร่ง Mega Project ดึง FDI แก้ปัญหานักลงทุนหาย ฟื้นหุ้นไทยให้คึกคัก
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม้ในปี 2568 ตลาดทุนจะเผชิญกับภาวะซบเซาและปริมาณการซื้อขายโดยรวมลดลงอย่างรุนแรง แต่กลุ่มเอเซีย พลัส ยังคงสามารถทำกำไรและรายได้เหนือค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
โดย Net Profit Margin อยู่ที่ 9.3% ขณะที่ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอยู่ที่ 1.9% , Return pn Equity (ROE) อยู่ที่ระดับ 4% ขณะที่ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอยู่ที่ 0.7% , บริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Cost to Income) ที่ระดับ 88%
ซึ่งถือว่าดีกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 95.1% และ Commission Rate ที่สามารถปกป้องอัตราค่าคอมมิชชั่นไว้ได้ที่ระดับ 0.11% และสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมที่ 0.081% ท่ามกลางภาวะสงครามราคาและการแข่งขันที่รุนแรง
ขณะที่ในปี 2569 เริ่มเห็นสัญญาณบวก จากการที่ Fund Flow มีแนวโน้มไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงประเทศไทยได้รับแรงหมุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ภายหลังการเลือกตั้งปี 2569 จบ ซึ่งเอเซีย พลัส บอกว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน
อย่างไรก็ตามในปี 2569 ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยความเสี่ยงภายนอกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์ และผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน ที่อาจส่งผลต่อความผันผวนของราคาน้ำมัน และเศรษฐกิจโลก
ดังนั้นกลยุทธ์ของเอเซีย พลัส ในปีนี้ มุ่งเน้นไปที่การคัดกรองสินทรัพย์เพื่อกระจายความเสี่ยงและหาผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ลูกค้าในทุกสภาวะตลาด ผ่านการบริหารงานด้วย 3 เสาหลัก คือ กลยุทธ์ ASP หรือ Asset Plus Fund Management ที่เน้นการนำเสนอกองทุน โดยเฉพาะกลุ่ม Hedge Fund ซึ่งมีความเหมาะสมอย่างมากสำหรับในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง อย่างไรก็ตามในประเด็นนี้นักลงทุนไม่ควรคาดหวังผลกำไรที่สูงถึง 20-30% ต่อปี เนื่องจากเป็นไปได้ยากในสภาวะตลาดที่แกว่งตัวขึ้นลง แต่หากทำผลตอบแทนได้ในระดับ 8-10% ก็ถือว่าน่าพึงพอใจแล้ว
ในส่วนของตัว S หรือ Seamless คือการสร้างประสบการณ์การลงทุนแบบไร้รอยต่อ ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งคำสั่งซื้อขาย การเข้าถึงบทวิเคราะห์และกลยุทธ์การลงทุนให้ทันสมัย รวมถึงการให้ความรู้ด้านการลงทุนต่างประเทศมากกว่าเดิม ขณะที่ตัว P หรือ Professionalism จะเน้นที่ความเป็นมืออาชีพของบุคลากร
ส่วนสถานการณ์ตลาดทุนในขณะนี้ นายก้องเกียรติ เปิดเผยว่าภายหลังที่เริ่มมีสัญญาณของการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดเริ่มเข้าสู่ภาวะการลดความตึงเครียด และช่วยหนุนให้ตลากลับเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยงในช่วงสั้น ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี, AI , ชิปเซมิคอนดักเตอร์, การบริโภค,การท่องเที่ยว รวมถึงช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน
อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังต้องเตรียมรับมือความผันผวนจากผลกระทบของสงครามที่จะส่งผ่านมายังเงินเฟ้อ, เศรษฐกิจ, ทิศทางนโยบายการเงิน และกำไรบริษัทจดทะเบียน ในระยะต่อไป
ดังนั้นกลยุทธ์ในการลงทุนจึงแนะนำให้จัดสรรสินทรัพย์ในรูปแบบพอร์ตการลงทุนที่มีความสมดุล (Balanced Portfolio) โดยเน้นกระจายสัดส่วนการลงทุนในกองทุนหรือตราสารประเภทหุ้น (Equity) 55% ในกองทุนหรือตราสารประเภทตราสารหนี้ (Fixed Income) 30% และสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Investment) 15%
สำหรับสถานการณ์การลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก ที่หลายคนกังวลว่าขณะนี้เข้าสู่ภาวะฟองสบู่แล้วหรือไม่ นายนายก้องเกียรติ ระบุว่า หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงจะพบว่าส่วนใหญ่นักลงทุนยังคงให้ความสำคัญกับผลประกอบการ ซึ่งในปัจจุบันผลกำไรของบริษัทเหล่านี้ยังคงเติบโตอย่าง แตกต่างจากวิกฤตฟองสบู่ดอทคอมในช่วงปี 2000 ซึ่งในยุคนั้นราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นโดยไม่มีกำไรรองรับ แต่ประเมินมูลค่าจากจำนวนผู้เข้าชม หรือ "Eyeballs" เท่านั้น
ซึ่งในปัจจุบัน ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชิปและเทคโนโลยีขั้นสูงยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี เนื่องจากมีคำสั่งซื้อค้างจ่ายรองรับอยู่อีกหลายปี บวกกับมีนวัตกรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เชื่อว่าอุตสาหกรรมนี้ยังสามารถไปต่อได้ แม้ในด้านระดับราคาหรือ Valuation จะเริ่มถูกจับตามองมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นายก้องเกียรติยอมรับว่า เมื่อนักลงทุนส่วนใหญ่ได้รับกำไรในสัดส่วนที่มาก ก็อาจมีความกังวลเรื่องฟองสบู่และเลือกที่จะขายทำกำไรออกมาบ้างเป็นธรรมดา แต่ภาพรวมส่วนใหญ่ยังคงไม่ได้ขายทิ้งทั้งหมด เนื่องจากนักลงทุนยังจำเป็นต้องเกาะติดและมีส่วนร่วมกับกระแสการเติบโตของเทคโนโลยีเหล่านี้ต่อไปในระยะยาว
ส่วนการลงทุนในต่างประเทศ นายก้องเกียรติ แนะนำที่หุ้นญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นเป็นตลาดที่โลกลืมมา 30 ปี และเพิ่งฟื้นขึ้นมาในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา และถึงแม้หลายคนมองว่าญี่ปุ่นอาจไปต่อไม่ได้แล้วเพราะเป็นสังคมผู้สูงวัย แต่ว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่การส่งออกแคปปิตอล ส่งออกเงินลงทุนไปลงทุนต่างประเทศเยอะมาก ตนเองจึงมองว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจ
ขณะที่ตลาดที่ยุโรป ก็น่าสนใจเช่นเดียวกันเพราะธนาคารยุโรปเริ่มฟื้นเกือบหมดแล้ว อย่างไรก็ตามนายก้องเกียรติ ย้ำว่า การกระจายความเสี่ยงของการลงทุนมีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ยังให้มุมมองว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางในที่สุดคงยุติ เนื่องจากไม่มีใครอยากทำสงคราม เพียงแต่ว่าต้องการตัดทอนกำลังของฝั่งตรงข้ามที่ต่างไม่ไว้ใจกันซึ่งเป็นเรื่องปกติ ซึ่งนายก้องเกียรติมองว่าทั้งสองฝ่ายอยากยุติแล้ว เพียงแต่ว่าก่อนจะยุติไม่อยากให้ขายหน้า ไม่อยากให้ประชาชนในประเทศตัวเองมองว่าเราเป็นฝ่ายแพ้ซึ่งเป็นเทคนิค
ผมเรียนเสมอว่า หลายครั้งที่เราเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กัน สงครามรัสเซียยูเครน ตอนแรกหุ้นก็ตกใจ หลังจากนั้นสักพักหนึ่งคนก็ไม่ได้สนใจแล้ว มันชินไปหมดแล้ว อันนี้ก็เช่นเดียวกัน
นายก้องเกียรติยังได้กล่าวถึงปัญหาที่นักลงทุนต่างชาติหายไปจากตลาดหุ้นไทยด้วยว่า ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข ซึ่งปัจจัยที่จะดึงดูดเม็ดเงินกลับมาได้นั้นต้องอาศัยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตสูง รวมถึงการเพิ่มทางเลือกใหม่ ๆ อย่างหุ้น IPO และกิจกรรมการควบรวมกิจการ (M&A) ที่จะช่วยให้ตลาดกลับมาคึกคักอีกครั้ง
นอกจากนี้ในมุมมองของภาคธุรกิจหลักทรัพย์ นอกเหนือจากการกระตุ้นด้านการซื้อขายแล้ว การใช้จุดแข็งของไทยในด้านการท่องเที่ยวและบริการทางการแพทย์ (Medical Hub) ยังเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องผลักดันอย่างต่อเนื่องเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ และ AI เข้ามาเสริมศักยภาพ
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในระดับมหภาค มองว่าการดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหรือ FDI ถือเป็นกุญแจสำคัญ เช่นเดียวกับในอดีตช่วงปี 1980-1990 ที่เม็ดเงินจากญี่ปุ่นช่วยดัน GDP ไทยให้เติบโตถึง 8-12% ต่อปี ดังนั้นรัฐบาลควรเร่งผลักดันโครงการขนาดใหญ่หรือ Mega Project ที่ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังมีโอกาสอีกครั้ง ท่ามกลางการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่มีอัตราการเติบโตของ GDP สูงถึง 7% และมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างรวดเร็ว
โดยไทยควรใช้จุดแข็งที่มี ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Land Bridge หรือโครงการในลักษณะเดียวกับ Eastern Seaboard รวมถึงการสร้างโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อเมืองเพื่อกระจายความเจริญและกระตุ้นเศรษฐกิจให้ทั่วประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ผู้บริหารประเทศต้องนำไปไตร่ตรองเพื่อหาความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือผลกระทบจากสงคราม โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่อาจกลับมาเป็นโจทย์ยากอีกครั้ง โดยเปรียบเทียบกับคาดการณ์ของ IMF ที่ประเมินเงินเฟ้อโลกไว้ที่ 4.4% ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับภาวะปกติที่มีค่าเฉลี่ย 4.3% จึงมีความกังวลว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่าที่คาด
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะมีความน่ากังวล แต่ในมุมมองของตลาดหุ้นไทย นายเทิดศักดิ์เชื่อว่ายังมีเกราะป้องกัน เช่น จากโครงสร้างกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) พร้อมกับยกตัวอย่างข้อมูลตัวเลขย้อนหลัง 5 ปีซึ่งพบว่ามีสัดส่วนกำไรสูงถึง 34-35% ของกำไรบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในไทย เป็นต้น
ทั้งนี้ ยังคงเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 2569 ไว้ที่ 1,580 จุด คาดการณ์กำไรสุทธิที่ 1.2 แสนล้านบาท หรือ EPS ที่ 95 บาท/หุ้น เติบโต 7 % โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายคงที่ 1% โดยเชื่อว่าความผันผวนในระยะสั้นจากปัจจัยสงครามจะเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ดัชนีจะกลับเข้าสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้ในที่สุด
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB